ชายชราที่ไม่มีสิทธิ์พูด กับดร.อิสมาแอลุตฟี

“อัสสาลามมูอาลัยกุมวาเราะฮฺมะตุลลอฮฺ! อัสสาลามมูอาลัยกุมวาเราะฮฺมาตุลเลาะฮฺ!” เสียงให้สลามในรอกะอะฮฺสุดท้ายของการละหมาดซุฮฺรีดังก้องกังวานจากชายชราคน หนึ่งที่น้ำเสียงแฝงไปด้วยความคุชูวะอฺในการละหมาด ชายชราคนั้นก็คือ ท่านเชค อิสมาแอลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลานั่นเอง วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา 12.40 น. กว่าๆ ณ มัสยิดฮารอมัยน์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ไม่มีสิทธิ์ในสายตาของมนุษย์บางคน

วันนี้ เป็นวันที่ฝนตกไม่ค่อยหนักมากนัก จะมีบ้างก็โปรยปรายลงมาเป็นระยะๆ บรรยากาศในวันนั้นทำให้ผมรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างบอกไม่ถูก หลังจากท่านได้ให้สลามเสร็จแล้ว ท่านก็ได้อ่านดุอาอฺหลังละหมาดอยู่สักครู่หนึ่งอย่าง แผ่วเบากลายกับเสียกระซิบกระซาบของใครบางคน หลังจากนั้นท่านเชค อิสมาแอลุตฟี จะปะกียา ก็ได้กล่าวคำนาซีฮะฮฺแก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาเป็น ประจำทุกครั้งที่ท่านได้เป็นผู้นำละหมาด ผู้คนในมัสยิดต่างรอฟังคำนาซีฮะฮฺอย่างใจจดใจจ่อจากท่าน วันนี้ท่านได้นาซีฮะฮฺพวกเราในเรื่องการละหมาด ท่านเชคได้กล่าวเอาไว้ว่า “อัลลอฮฺฮูอักบัร! อัล ลอฮฺนั้นทรงยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับทุกสรรพสิ่ง ผู้คนจะไม่มีความคูชูวะอฺเลยหรือในการละหมาดของเขา ทั้งที่เขาเหล่านั้นได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก มันยิ่งกว่าการที่เขาได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ที่เป็นมนุษย์เสียอีก อัลลอฮฺฮูอักบัร! อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่” และท่านได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ถ้า หากดวงอาทิตย์ได้เข้าใกล้กับโลกของเราเพียงคืบเดียวคนทั้งโลกนี้คงตายกันหมด อย่างแน่นอน นั้นมันแค่มัคลูค (ดวงอาทิตย์กับโลก) เองนะ นับประสาอะไรกับอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจเหนือกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก แล้วผู้คนยังไม่มีความคูชูวะอฺในการละหมาดของเขาอีกหรือ อัลลอฮฺฮูอักบัร อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่…” และท่านก็ได้กล่าวคำนาซีฮะฮฺต่อไปเรื่อยๆ ผู้คนทั้งหลายในมัสยิดฮารอมัยและรวมทั้งตัวผมต่างก็จ้องมองและฟังคำนาซีฮะ ฮฺท่านอย่างตั้งอกตั้งใจ

แต่ใน ขณะนั้นเองสายตาทั้งสองของผมก็เหลือบเห็นชายชราอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ต่อ หน้า ชายชราคนนี้สวมใส่เสื้อผ้าที่สะบักสะบอมและมอมแมมเหลือเกิน แว่นตาขอชายชราคนนั้นวงใหญ่และหนาเตอะเหลือเกิน เขาคนนั้นก็คือ ภารโรงที่มัสยิดฮารอมัยนั่นเอง ชายชราคนนี้ผมได้พูดคุยกับเขาหลายครั้งมาก ผมได้เจอกับเขาตั้งแต่ตอนที่ผมได้เข้าเรียนที่สถาบันภาษาที่ปารามีแตก่อนที่ ผมจะเข้าไปเรียนชั้นปีที่ 1 ที่ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา (คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในการสอบวัดผลด้านภาษาต้องเตรียมภาษาหรือปรับพื้นฐานด้าน ภาษาก่อนหนึ่งปีหรือหกเดือน เฉพาะคนที่ต้องการเรียน สาขาวิชาภาษาอังกฤษ สาขาวิชาภาษาอาหรับ สาขาวิชาชารีอะฮฺ สาขาวิชาอูศูลุดดีนและสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ถึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียนชั้นปีที่หนึ่งที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาได้) ผมได้พูดคุยกับเขาหลายครั้งมากตั้งแต่ที่ได้เข้าเรียนที่ปารามีแตจนกระทั่ง บัดนี้ ผมสื่อสารกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่นัก ชายชราผู้นี้ได้เอาแต่ทำไม้ทำมือใช้ภาษามือทุกครั้งที่สารสื่อกับผู้คน เมื่อชายชราผู้นั้นต้องการที่จะพูด เสียงที่เล็ดลอดออกมานั้นมันไม่ชัดถ้อยชัดคำหรือไม่ก็ฟังไม่รู้เรื่องเสีย เลย

ณ ตอนนั้นเองผมได้เห็นชายชราได้ยกมือขอดุอาอฺหลังจากละหมาดซุฮฺรีเสร็จและขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ พร้อมๆ กับที่ท่านเชค อิสมาแอลุตฟี จะปะกียาได้ให้คำนาซีฮะฮฺ ในขณะนั้นจิตใจของผมช่างเบิกบานเสียเหลือเกินที่ได้เห็นชายชราผุ้นี้ยกมือขอ ดุอาอฺหลังจากละหมาดเสร็จ ถึงแม้ว่าการยกมือขอดุอาอฺหลังจากละหมาดวาญิบจะไม่เป็นซุนนะฮฺของท่านรอซูล ก็ตาม แต่สิ่งที่ชายชราผู้นั้นได้ทำไปมันทำให้ผมคิดได้ว่า ถึงแม้ว่าเขาไม่มีความสามารถพอที่จะสื่อสารกับคนให้อื่นเข้าใจในสิ่งที่เขา ต้องการที่จะบอก แต่เขาก็ได้สื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้าของสากลโลกด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ เพราะเขาเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ปรีชายิ่ง พระองค์เป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าทุกสิ่ง ผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง ผู้ทรงรู้ในสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้ ถึงแม้ไม่ได้พูดออกมาแต่พระองค์ทรงรู้ในสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ในใจ แม้ชายชราจะพูดไม่ได้แต่เขาก็ทำอีบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ อย่างบริสุทธิ์ ใจและมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาได้ทำไป แต่อีกในมุมหนึ่งในจิตใจของผมตอนนั้นก็กลับเศร้าหมองเสียเหลือเกิน เมื่อผมได้เปรียบเทียบคนที่มีความสามารถอย่างเต็มที่ ที่อัลลอฮฺ ทรงประทานแก่เขาพวกเขาเหล่านั้น พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยที่จะสื่อสารกับพระองค์อัลลอฮฺ เลย ทั้งที่อ่านอัลกุรอานได้ อ่านดุอาอฺได้ สื่อสารกับพระองค์อัลลอฮฺได้ ฯลฯ แต่หากพวกเขาชอบที่จะสื่อสารกับแฟนสองต่อสองที่ลับๆ สื่อสารกับเพื่อนในวงเหล้า สื่อสารกับเพื่อนฝูงเพื่อกระทำความชั่ว คนเหล่านี้ยังไม่เคยสัมผัสกลิ่นอายของศาสนาอิสลามอย่างแท้จริงเลยแม้แต่ ครั้งเดียว คนพวกนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดมาบนโลกนี้เพื่ออะไรกันแน่ เกิดมาเพื่อกินเหล้าเมายา เล่นการพนัน ชู้สาว ไม่ละหมาด ซีนา ฯลฯ

จาก ที่กล่าวมานี้ผมไม่ได้ติเตียนคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่นะครับ พวกเราคงไม่ถึงขนาดนั้น แค่บอกกล่าวให้รู้ถึงบุคคลที่สาม บุคคลที่อยู่ในหมู่บ้านของเรา บุคคลที่ยังไม่เคยสัมผัสกลิ่นอายของศาสนาที่เที่ยงแท้ หากเรามาวิเคราะห์กันให้ดีนักศึกษาที่เรียนทั้งสามัญและศาสนาหรือง่ายๆคนที่ มีศาสนาอยู่ในตัวแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็ยังกระทำความผิดเป็นเนื่องนิจ แล้วนับประสาอะไรกับวัยรุ่นที่ไม่เคยเรียนรู้ ไม่เคยสัมผัสศาสนาของตนเองเลย พวกเขาเหล่านั้นไม่แย่ไปกว่าเราอีกหรือ สิ่งที่ผมกล่าวมานี้เพียงเพื่อจะบอกว่ายังมีปัญหาที่ใหญ่กว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราทุกคนควรให้ความสนใจกัน เราทุกคนควรปรับปรุงสิ่งๆนั้นให้ดีขึ้นเท่าที่มีความสามารถ เราคงไม่ต้องไปลากจูงพวกเขาเหล่านั้นมาละหมาดหรอกนะครับ แค่สะกิดเบาๆให้เขารู้ก็พอ แค่นี้เขาก็เรียกว่าการดะวะฮฺแล้ว แค่อยากเห็นสังคมมุสลิมดีขึ้นมาเท่านั้นเองละครับ

2 Comments

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s